โรคกระดูกพรุน

กระดูกของมนุษย์ จะ เริ่มเสื่อมและบางลง เมื่อมนุษย์มีอายุสูงกว่า 45 ปีขึ้นไป กระดูกของสตรี จะเสื่อมและบางมากกว่าบุรุษ เนื่องจากสตรีโดยธรรมชาติ ขณะมีประจำเดือน รังไข่จะผลิตฮอร์โมนเพศเอสโตรเจน (Estrogen) ออกมา ขณะไข่สุก



     ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) นอกจากส่งผลต่อสรีระ ทางการสืบพันธุ์โดยตรงของสตรีหลายประการแล้ว ยังมีผลต่อการสะสมน้ำและเกลือแร่ (salts and water retention) เอาไว้ในร่างกายด้วย ทำให้แคลเซี่ยมและฟอสฟอรัส (Ca&P) ซึ่งเป็นองค์ประกอบ อันสำคัญยิ่งของกระดูก ไม่ถูกขับออกจากร่างกายได้โดยง่าย เมื่อสตรีมีอายุประมาณอายุ 45-50 ปี ประจำเดือนจะมาไม่สม่ำเสมอ และอาจหมดไป ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เคยมี และถูกผลิตออกมาอย่างสม่ำเสมอหมดไป เกลือแร่ซึ่งมีแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัส (Ca&P) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูก และน้ำ จะถูกขับออกจากร่างกายของสตรีวัยทอง ได้มากกว่าในบุรุษวัยทอง เนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคกระดูกพรุน ในระยะแรกๆ แพทย์ได้ให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ทดแทนฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่ร่างกายผลิตได้น้อยลง เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนแก่สตรี ที่ย่างเข้าสู่วัยทอง แต่ภายหลังต่อมาพบว่า การใช้ฮอร์โมนนี้ติดต่อกันยาวนาน อาจทำให้เกิดมะเร็ง ในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ของสตรีได ้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเร็งที่พบในเต้านม (breast cancer) ในปีปัจจุบัน (ค.ศ.2002) จึงพบฮอร์โมนอีกตัวหนึ่ง ที่สามารถใช้ทดแทนฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ เพื่อการนี้อย่างปลอดภัยกว่า ฮอร์โมนดังกล่าวเรียกว่า ฮอร์โมนดีไฮโดรอีพิแอนโดรสเตอร์โลน (Dehydroepiandrosterone, DHEA) ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าว ร่างกายของมนุษย์จะผลิตขึ้น โดยต่อมหมวกไต (adrenal gtand)

     มนุษย์ในวัยเจริญพันธุ์ ทั้งสตรีและบุรุษ จะมีระดับความเข้มข้นของฮอร์โมนชนิดนี้ ในกระแสเลือด ประมาณ 300 ug/dL และประมาณ 0.1% ของฮอร์โมนชนิดนี้ อยู่ในรูปอนุพันธุ์ซัลเฟต ในสตรีวัยทอง (หมดประจำเดือน) ฮอร์โมนนี้จะลดระดับลงเหลือเพียง 90 ug/dL

     ฮอร์โมนนี้ เมื่ออยู่ในร่างกายมนุษย์ จะสามารถเปลี่ยนให้เป็นฮอร์โมนเพศชาย (tetosterone) และฮอร์โมนเพศหญิง (estrogen) ได้ ซึ่งจะเป็นฮอร์โมนเพศที่จะถูกสร้างขึ้นมา ทดแทนฮอร์โมนเพศ ที่ร่างกายของสตรีและบุรุษวัยทองที่อวัยวะสืบพันธุ์ (รังไข่ และอัณฑะ) เสื่อมสภาพลงตามอายุขัยได้ด้วย ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ความต้องการทางเพศ และกิจกรรมทางเพศในผู้สูงอายุที่ได้รับ ฮอร์โมนดีไฮโดรอิพิแอนโดรสเตอร์โลน (DHEA) เสริมเข้าไปทดแทนฮอร์โมนชนิดนี้ที่ขาดหายไป จากระบบการหมุนเวียน ของโลหิต ตามปกติของคนในวัยหนุ่มสาว ทำให้ผู้สูงอายุสตรีและบุรุษวัยทอง อาจมีความต้องการทางเพศ และ กิจกรรมทางเพศฟื้นกลับคืนมา ได้อีกด้วย

     โรคกระดูกพรุน และโรคอันเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางเพศ ของสตรีและบุรุษวัยทอง เช่นโรคเสื่อมสมรรนะทางเพศ จึงสามารถป้องกันได้ในผู้สูงอายุ โดยการรับประทานอาหาร ที่อุดมด้วยเกลือแร่ และไวตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีแร่ธาตุแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัส (Ca, P) ที่ร่างกายสามารถดูดซึมจากอาหาร และนำไปใช้ประโยชน์ได้ สำหรับเสริมสร้างเซลล์กระดูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติ เช่น นมพร่องมันเนยเสริมด้วยไวตามินดี การออกกำลังกาย ชนิดแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ (เดินเร็ว วิ่ง ขี่จักรยาน ฯลฯ) วันละอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน เป็นคำแนะนำที่แพทย์ และนักโภชนาการ มักจะแนะนำให้ผู้สูงอายุ สตรีและบุรุษวัยทองต้องปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอ แต่มักจะช่วยให้ภาวะโรคกระดูกพรุน ชลอตัวลงได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

     ท้ายสุด ผู้สูงอายุโดยทั่วไป จะมีอาการกระดูกพรุน จนต้องได้รับการบำบัด โดยการที่แพทย์จะแนะนำ ให้ใช้ฮอร์โมนดีไฮโดรอีพิแอนโดรสเตอร์โลน (Dehydroepiandrosterone, DHEA) เสริมเข้าไปในร่างกาย เพื่อทดแทนฮอร์โมนที่ขาดหายไปตามธรรมชาติ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้แนะนำ ภายหลังการตรวจวัด ระดับฮอร์โมน ดังกล่าวว่า ได้ลดลงมาก จนอาจเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน และโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเมื่อเกิดภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ ที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ พบว่า อัตราเสี่ยงที่จะเกิดการแตกหักของกระดูก ในส่วนต่างๆ ของร่างกายมีค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะกระดูก บริเวณส่วนแขนท่อนระหว่างข้อศอกจนถึงข้อมือ (distal forearm) กระดูกสันหลังและกระดูกสโพก เมื่อเกิดการแตกหักของกระดูกบริเวณดังกล่าว จะต้องได้รับการรักษาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาลอย่างมหาศาล และมีรายงานทางการแพทย์ว่า อัตราการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน ของการแตกหักของกระดูกสะโพกในผู้สูงอายุ มีสูงถึง 12-20% ของผู้ป่วย และประมาณ 50% ของผู้สูงอายุที่รอดตายจากการป่วยดังกล่าว ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมหาศาล ซึ่งจะต้องเป็นภาระทางการเงินแก่ตนเอง และครอบครัวที่เกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตามมิใช่ว่าผู้ป่วยที่ปวดหลัง ปวดสะโพก ปวดข้อมือทุกราย มีสาเหตุมาจากโรคกระดูกพรุน

     ถ้าปรากฏอาการดังกล่าว ต่อตัวท่าน ผู้เขียนขอแนะนำ ให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านกระดูกและฟัน (ทันตแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางกระดูก) ณ คลีนิกวัยทอง ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ ของรัฐบาล หรือเอกชน ก่อนที่อาการของโรคกระดูกพรุน จะลุกลามต่อไป จนเป็นปัญหาใหญ่หลวง ต่อสุขภาพของท่านดังได้กล่าวมา คือ การต้องสูญฟันของท่านไปอย่างถาวร และเกิดการแตกหักของกระดูก ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ท่านต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในเรื่องกระดูกพรุนของผู้สูงอายุเท่านั้น

ดร. สุรชัย ชาครียรัตน์
แหล่งข้อมูล : www.ku.ac.th/e-magazine - นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 26 สิงหาคม 2545