• Modernform Health & Care

ดูแลรักษาทันท่วงที! สูงวัยกระดูกพรุน-กระดูกหัก

Updated: Jan 4, 2018

เมืองไทยใกล้จะเข้าสู่ยุคของ “สังคมสูงวัย” อย่างสมบูรณ์แบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มองในแง่บวกก็คือคนเรามีอายุยืนยาวขึ้น พ่อแม่ปู่ย่าตายายอยู่เป็นขวัญกำลังใจให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ได้นานขึ้น แต่การจะเป็น ส.ว.หรือผู้สูงวัยอย่างมีความสุขนั้นจำเป็นต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพแข็งแรงพอที่จะช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันได้

หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สร้างความทรมานในการใช้ชีวิตของผู้สูงวัย คือ กระดูกหัก คนส่วนใหญ่กระดูกหักเพราะ “โรคกระดูกพรุน” ที่ต้องถือว่าเป็นภัยเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองมีภาวะกระดูกพรุน เพราะไม่พบอาการใด ๆ มารู้ตัวอีกทีเมื่อล้มแล้วเกิดกระดูกหัก


ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์กระดูกและข้อ รพ.กรุงเทพ อธิบายถึงลักษณะของกระดูกพรุนว่า เปรียบเทียบง่าย ๆ กับเปลือกไข่ กระดูกคนนั้นมีเปลือกแข็ง ข้างในเป็นเนื้อนิ่ม ๆ แต่ถ้ากระดูกพรุนก็จะมีภาวะเหมือนเปลือกไข่ที่เปราะบางแตกง่าย อะไรที่แตกง่ายก็ย่อมยึดหรือเข้าที่ยาก การรักษาหรือการผ่าตัดจึงค่อนข้างยาก

“การที่ผู้สูงวัยเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคสมอง แต่ถ้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุก็จะมาจากการหกล้ม โดนรถเฉี่ยวชน ไฟใหม้น้ำร้อนลวก ประกอบกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของผู้สูงวัยก็คือ ระบบประสาทส่วนกลางหรือสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการควบคุมการทรงตัวกับสมอง (Balancing and Co-ordination) ที่เริ่มเสื่อมไปตามอายุ บางคนก็ป่วยเป็นโรคที่กินยาแล้วเกิดอาการมึนงง จึงทำให้ผู้สูงวัยมักจะหกล้มบ่อย ๆ

หากหกล้มขณะที่มีภาวะกระดูกพรุน การรักษาจะทำได้ยาก ที่สำคัญ ส่วนใหญ่ผู้สูงวัยที่หกล้มครั้งแรกมักจะกลับมาหกล้มซ้ำอีก อาจล้มแล้วกระดูกสันหลังยุบ หรือกระดูกข้อมือหักซึ่งไม่ถึงกับเสียชีวิต แต่ถ้าล้มแล้วกระดูกสะโพกหัก 95% จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดจึงจะดีขึ้น ผู้สูงวัยที่กระดูกสะโพกหักแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามมาในช่วง 1 ปีแรก คือ เสียชีวิตถึง 20% พิการ 30% เดินเองไม่ได้ 40% และ 80% จะมีอวัยวะอย่างน้อย 1 อย่างที่เสียไปไม่สามารถกลับมาปกติ ดังนั้น ในช่วง 1 ปีแรก หลังจากกระดูกสะโพกหัก จะมีผู้สูงวัยเพียง 20% เท่านั้นที่กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดกระดูกสะโพกหักแล้ว ขณะที่นอนอยู่นิ่ง ๆ เพราะขยับเคลื่อนไหวได้ไม่มาก ประกอบกับผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคประจำตัวอยู่ โรคดังกล่าวอาจกำเริบขึ้น หัวใจทำงานได้ไม่ดี ปอดขยายน้อย ปัสสาวะไม่ไหลเวียน ถ้าใส่ท่อก็มีโอกาสติดเชื้อ นอนเจ็บนาน ๆ ไม่พลิกตัวก็อาจเกิดแผลกดทับซึ่งตามมาด้วยโรคแทรก บางคนนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลก็จะเริ่มสับสนเนื่องจากอยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้าน หากเป็นมากอาจจะทำให้สมองแปรปรวน ไม่รู้วันเวลา จำสถานที่หรือคนไม่ได้ รวมถึงเกิดความเจ็บปวดจากการรักษา เมื่อรับการรักษาหายแล้ว ก็กลับไปล้มและเกิดกระดูกหักซ้ำอีก วนเวียนในเรื่องเดิม จนถึงขั้นเสียชีวิตเรียกว่าเป็น วงจรเศร้าสลด (Vicious Cycle)


กระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ป้องกันได้ในเบื้องต้น เช่น หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการเป็นภาวะกระดูกพรุน เช่น การได้รับสเตียรอยด์ บริโภคอาหารไม่ครบ 5 หมู่ มีพฤติกรรมนั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ออกกำลังกาย ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ฯลฯ และต้องหมั่นตรวจวัดมวลกระดูกโดยเฉพาะผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วควรตรวจ 1 - 2 ปีต่อครั้ง รวมถึงผู้ที่เคยมีประวัติกระดูกหักในครอบครัว หรือเมื่อมีภาวะกระดูกพรุนก็ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เช่น เสริมด้วยแคลเซียม วิตามินดี หรือใช้ยาฉีดประเภทพาราไทรอยด์ฮอร์โมนซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างมวลกระดูกให้มีความหนาแน่นขึ้น”

คุณหมอสมบัติ ยังให้คำแนะนำอีกว่า สำหรับผู้สูงวัยที่กระดูกหักควรต้องรีบทำการรักษาผ่าตัดภายใน 48 ชั่วโมงเพื่อเป็นการตัดวงจรเศร้าสลด ผู้ป่วยจะกลับไปฟื้นตัวได้เร็วกว่านอนรอการรักษา เพราะการนอนนิ่ง ๆ อาจทำให้เกิดหลอดเลือดดำอุดตันซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต และการผ่าตัดเร็ว รักษาไว จะช่วยให้ลดโอกาสการเกิดภาวะหลอดเลือดดำอุดตันและลดการติดเชื้อได้ด้วย


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้สูงอายุหกล้ม

ปัจจัยภายใน มาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ที่ทำให้อ่อนแรง ข้อเข่าเสื่อม โรคทางสมอง หรือทานยาที่ทำให้ง่วง ส่วนปัจจัยภายนอก คือ สิ่งแวดล้อมภายในบ้าน ต้องระวังอย่าให้มีอะไรทำให้สะดุด ขอบพรมต้องไร้รอยต่อ พื้นไม่ลื่นหรือเปียก ควรมีราวจับจากเตียงไปถึงห้องน้ำ มีแสงสว่างเพียงพอเพื่อการมองเห็นอย่างชัดเจนเวลาเดิน โดยส่วนใหญ่คนไข้มักจะหกล้มในขณะลุกจากเตียงเพื่อไปห้องน้ำในเวลากลางคืน


อีกแนวทางป้องกันไม่ให้หกล้มนั้นอาจจะประเมินความเสี่ยงในการล้มจากแบบสอบถาม เช่น ปีที่ผ่านมาเคยหกล้มหรือไม่ มีความรู้สึกไม่มั่นคงเวลายืนหรือเดินหรือไม่ ตรวจความสมดุลของร่างกายด้วยเครื่อง Balance Master นอกจากนี้ควรหมั่นออกกำลังกายสะโพกและเข่าสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เพิ่มความยืดหยุ่น ด้วยการเดินหรือวิ่งแบบเหยาะ แต่ถ้าสะโพกกับข้อเข่าเริ่มเสื่อมควรออกกำลังกายในน้ำหรือธาราบำบัด  รวมทั้งออกกำลังกายบนบกเพื่อฝึกการทรงตัวแต่ควรอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัด


ที่มา: www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/prevention-osteoporosis-fracture

MENU
OUR SHOWROOM

ใบอนุญาตโฆษณาเลขที่ ฆพ. 42/2561

*โปรดอ่านคำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้

Operating Room

Hybrid Operating Room

Cath Lab Room

Patient Ward

699 Modernform Tower, Srinakarind Road,

Suan Luang, Bangkok, Thailand 10250

Showroom : +66 (0)2 094 9806

Office : +66 (0)2 094 9774